มะละกอ ตอนที่ 3 โรค แมลง การป้องกันและกำจัด

การดูแลและป้องกันโรคมีความสำคัญมากในการปลูกมะละกอเพื่อการค้า โรคหลายชนิดทำให้ผลผลิตที่ได้ขาดคุณภาพ และอาจทำให้ต้นมะละตาย การป้องกันและการกำจัดโรคจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง โรคที่พบมากในมะละกอได้แก่


1.เพลี้ยไฟ
เพลี้ยไฟเป็นแมลงขนาดเล็ก มี 6 ขามีลำต้นแคบยาว สีเหลืองซีด เมื่อโตเต็มที่มีปีกขาวบนหลัง จึงบินได้และปลิวไปตามลมได้ด้วย มักพบระบาดในช่วงปลายฤดูฝนจึงตลอดฤดูแล้ง อาการที่พบใต้ผิวใบจะแห้งเหี่ยว โดยเฉพาะเส้นกลางใบหรือขอบใบแห้งเป็นสีน้ำตาล ถ้าเป็นกับผลจะทำให้ผลกร้านเป็นสีน้ำตาล ในฤดูฝนจะไม่ค่อยพบ ถ้าพบอาจใช้น้ำฉีดพ่นแรง ๆ ให้หล่นไป หรือใช้ยาฆ่าแมลงพวกไดเมธโธเอทหรือโมโนโครโตฟอส ฉีด 2 – 3 ครั้งทุก 5 – 7 วัน
2. ไรแดง
เป็นสัตว์ขนาดเล็กมี 8 ขา อาการของโรค จะทำให้ผิวใบเกิดเป็นฝ้าด่าง เมื่อดูใกล้ ๆ จะพบตัวไรสีคล้ำ ๆ อยู่เป็นจำนวนมากเดินกระจายไม่ว่องไว อาจเห็นคราบไรสีขาวกระจายอยู่ทั่วไป แมลงศัตรูทางธรรมชาติของไรแดงคือ ด้วงเต่าเล็ก ถ้ามีการระบาดเป็นจำนวนมากใช้ ไดโคโฟต เช่น เคนเทน ไดโคล อัตรา 30 – 40 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร
3. เพลี้ยอ่อน
เพลี้ยอ่อนเป็นแมลงปากดูดศัตรูตัวสำคัญชนิดหนึ่งของมะละกอ สัณนิฐานว่า เป็นตัวถ่ายทอดโรคใบด่างเหลืองที่เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งโรคนี้จะทำให้ต้นกล้ามะละกอ มีอาการใบด่างผิดปกติ มีขนาดเล็กลงซีด ต่อมาใบร่วงและทำให้ต้นตาย
ต้นที่โตแล้วจะมีอาการยอดเหลือง ใบมีขนาดเล็ก ก้านใบสั้น ใบด่างสีเหลืองสลับเขียว ส่วนต้นหรือก้านใบจะพบจุดหรือขีดสีเข้ม มะละกอจะให้ผลผลิตน้อยหรือไม่ให้ผลเลย
4. แมลงวันทอง เป็นแมลงวันที่ทำลายผลไม้หลายชนิด โดยจะวางไข่ที่ผลขณะแก่ทำให้หนอนไปฟักเป็นตัวทำลายเนื้อผลเสียหาย แมลงวันทองจะระบาดในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤศจิกายน เป็นช่วงดินชื้นที่ตัวเต็มวันขึ้นมาจากดินผสมพันธุ์กัน และวางไข่ได้หลายจุด ช่วงที่ทำความเสียหายให้เกษตรกรมากที่สุดคือระยะที่เป็นหนอน มักจะพบในมะละกอสุก
การป้องกัน ใช้มาลาไธออนฉีดพ่นทำลายตัวเต็มวันและล่อตัวผู้ด้วยเมธธิลยูจีนอนผสมยาฆ่าแมลง จำพวกมาลาไธออน ในอัตราส่วน 1:1 หรือห่อผลด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ หรือเก็บผลที่เน่าเสียจากเมลง ออกจากแปลงปลูก ฝังดินหรือเผาไฟ เพื่อทำลาย
โรคราแป้ง
ลักษณะอาการ อาการจะปรากฏบนใบและบนผลที่มีสีเขียว โดยเกิดเป็นคราบฝุ่นของเชื้อราเป็นขุยสีขาว ๆ คล้ายแป้งที่บนก้านใบและผล ใบอ่อนที่ถูกทำลายจะร่วง หรือเสียรูปยอดชงักการเจริญเติบโต ผลที่อ่อนมาก ๆ จะร่วง ส่วนผลโตจะมีผิวกร้าน และขรุขระไม่น่าดู ส่วนก้านจะมีสีเทาจาง ๆ แผลจะมีขอบเขตไม่แน่นอน
สาเหตุของโรคเกิดจากเชื้อรา Oidium sp โดยเชื้อราจะสร้างสปอร์ปลิวตามลมแพร่ระบาดไปได้ไกล ๆ โดยจะมีการระบาดมากในช่วงฤดูฝนถึงต้นฤดูหนาว
การป้องกันกำจัด ควรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรครา เช่น เบโนมีล 10 วันต่อน้ำ 20 ลิตร หรือไดโนแคพ 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร
โรคโคนเน่า
ลักษณะอาการ อาการของโรคพบทั้งที่รากและโคน ลำต้น อาการเน่าที่โคนต้น จะเน่าบริเวณระดับดิน แผลลุกลามมากขึ้นจะปรากฏอาการที่ใบ ใบเหี่ยวและเหลือง ยืนต้นตายหรือล้มได้ง่ายที่สุด เพราะเมื่อโคนลำต้นเน่าก็หมายถึงภายในเนื้อเยื่อจะเน่าเละหมดไม่มีส่วนแข็งแรงเลย
สาเหตุของโรคและอาการแพร่ระบาด โรคโคนเน่าเกิดจากเชื้อ Phytophthora plamivora พบเป็นมากในฤดูฝน เชื้อราเป็นพวกเชื้อราในดิน เมื่อมะละกอเจริญเติบโต เชื้อรานี้จะแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็วเมื่อมีความชื้นสูงโดยสปอร์จะไหลไปกับน้ำเข้าทำลายต้นอื่น
การป้องกันกำจัด ถ้าหากมีน้ำท่วมขังชื้นแฉะจะเป็นโรคนี้ได้ง่าย การจัดระบบให้มีการระบายน้ำที่ดีเป็นสิ่งจำเป็น ฉะนั้นเมื่อปรากฏอาการของโรคควรถอนขุดทำลาย ถ้าตรวจพบโรคนี้เริ่มเข้าทำลายก็ควรงดด้วยสารเคมี เช่น เมธาแลคซีล 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ฟอสเอ็ทธิลอลูมินั่ม 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือจะถากส่วนที่เป็นโรคออก แล้วด้วยสารเคมีดังกล่าว แต่เพิ่มความเข้มข้นขึ้น
โรคแอนแทรคโนส
ลักษณะอาการ อาการที่ผลอ่อนจะเกิดจุดและเน่าเสียหาย ส่วนที่เป็นผลแก่จะเกิดจุดแผลสีน้ำตาลลุมลามเป็นวงกลมผลใกล้สุกมีความหวานมากขึ้น เนื้อเริ่มนิ่มอาการของโรคยิ่งลุกลามรวดเร็วและเป็นรุนแรง ลักษณะอาการที่เห็นได้ชัดเจนคือ แผลกลมบุ๋มและเป็นวงซ้อน ๆ กัน เป็นได้ทั้งบนต้นและในระหว่างบ่มตลอดจนในช่วงวางขายในตลาด
สาเหตุของโรคและการแพร่ระบาด เกิดจากเชื้อรา Colletotrichum gloeosporieides (Glomerella cingulata) เชื้อราชนิดนี้ทำลายทั้งใบอ่อนและผล สปอร์ราจะแพร่ระบาดไปยังผลมะละกอต้นเดียวกันและต้นอื่น ๆ ตลอดจนในภาชนะบรรจุผลมะละกอได้ง่าย โดยการสัมผัสติดไป หรือลมเป็นตัวนำเชื้อโรค
การป้องกันกำจัด ฉีดพ่นด้วยสารเคมี เช่น เบโนมีล 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือแมนโคเซบ แคบแทน 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร
การเก็บเกี่ยว
มะละกอจะมีผลให้เก็บเกี่ยวได้ เมื่ออายุประมาณ 7 – 8 เดือน และทยอยให้ผล การที่มะละกอจะมีอายุยืนยาวแค่ไหนขึ้นอยู่กับการดูแลรักษา ยิ่งอายุมากขึ้นตำแหน่งของผลก็จะยิ่งสูงขึ้นทำให้การเก็บเกี่ยวไม่สะดวก จึงนิยมเก็บเกี่ยวผลผลิตประมาณ 1 – 2 ปี แล้วจึงทำการปลูกใหม่ ผลผลิตมะละกอจะได้ประมาณ 3 – 4 ตันต่อไร่ ถ้าใช้ระยะ 4 X 4 เมตร
การเก็บเกี่ยว ให้ใช้มีดหรือกรรไกรตัดขั้วผลมะละกอให้ติดต้น และตัดขั้วผลภายหลัง ห้ามใช้มือบิดผลเพราะจะทำให้ขั้วช้ำ อาจทำให้เชื้อราจะเข้าทางขั้วที่ติดต้นและทำให้ต้นเน่าเสียหายได้ ให้เลือกเก็บเกี่ยวผลที่มีผิวส้มประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ผิวผล ผลที่กับควรใส่เข่งที่กรุด้วยกระดาษหลาย ๆ ชั้น หรือกล่องกระดาษ ระวังไม่ให้ยางเปื้อนผิว ติดผล และวางเข่ง หรือกล่องไว้ในที่ร่มเคลื่อนย้ายไปที่คัดขนาด ด้วยความระมัดระวัง
การปลูกมะละกอให้ได้ผลมีคุณภาพของผลดี ต้องมีการดูแลตั้งแต่ต้นกล้ามะละกอยังเล็กจนกระทั่งเก็บเกี่ยวผล
1. ต้นกล้า ต้องแข็งแรงสมบูรณ์ ไม่อยู่ในถุงนานเกินไป
2. หลุมปลูก มีการระบายน้ำดี มีอาหารอุดมสมบูรณ์
3. ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะช่วงติดผลและผลเจริญ
4. มีการให้ปุ๋ยเพิ่ม และป้องกันโรคแมลงอย่างต่อเนื่อง
5. ทำลายวัชพืชและพืชอาศัยของโรคแมลงในบริเวรใกล้เคียงไม่ให้มารบกวน
6. ช่วงตอนให้ตรวจดูว่ามีไร เพลี้ยไฟ หรือโรคจุดเข้าทำลายหรือไม่
7. เก็บใบและต้นที่แห้งออกไปเผาทำลาย
8. ใช้ยาป้องกันกำจัดมดเพื่อป้องกันมดคาบเพลี้ยหอย ทุก 2 สัปดาห์ต่อครั้ง
9.เก็บเกี่ยวผลเมื่อเริ่มมีสีเหลืองประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ผล

อ่านต่อ ....

มะละกอ ตอนที่ 2 การปลูก และการดูแลรักษา

มะละกอเป็นผลไม้ที่ชอบดินร่วนปนทราย ดินเหนียวปนดินร่วน ดินร่วนที่ระบายน้ำดี ไม่ชอบน้ำขัง มีอินทรีย์วัตถุ และมีหน้าดินลึกไม่น้อยกว่า 1 เมตรช่วง pH ที่เหมาะสมคือ 5.5 – 7 มะละกอไม่ทนดินเลือกและไม่ทนลม แหล่งปลูกจึงควรหลีกเลี่ยง บริเวณที่มีลมแรง หรือควรมีแนวไม้กันลมโดยรอบด้วย ถ้าหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีลมแรงไม่ได้

มะละกอเจริญเติบโตดี ถ้าได้รับแสงแดดเต็มที่ มะละกอบมีก้านใบยาวและกลุ่มใบจะมีมากที่ยอด จึงไม่ควรปลูกมะละกอชิดกันเกินไป จะทำให้ลำบากในการป้องกันกำจัดศัตรูมะละกอ ระยะปลูกที่เหมาะสมคือ 4 X 3 เมตร แหล่งปลูกมะละกอควรอยู่ใกล้เมืองหรือการคมนาคมสะดวก เนื่องจากผิวมะละกอบางมาก ทำให้ชอกช้ำในการขนส่งได้ง่ายกว่าผลไม้ชนิดอื่น ๆ



การเตรียมแปลงปลูก
1. ไถพื้นที่ปราบวัชพืช 2 ครั้ง ครั้งแรกไถ 3 ผานหรือ 4 ผาน ครั้งที่ 2 ให้ย่อยดินให้เล็กด้วยผาน 7
2. วัดระยะแปลงปลูกตามต้องการ ควรมีหลัก ๆ ปักห่างจากหลักหลุมอีก 2 หลัก โดยให้หลักปักห่างจากหลักหลุมข้างละ 50 เซนติเมตร
3. ขุดหลุมเป็นรูปสีเหลี่ยม ขอบหลุมห่างจากหลักกลางประมาณ 25 เซนติเมตร และขุดลึกประมาณ 50 เซนติเมตร เอาดินขึ้นไม่ให้โดนหลักเล็กทั้ง 2 ซึ่งเป็นหลักบังคับระยะปลูก
4.เอาปุ๋ยคอกเก่า ๆ ประมาณ 1 พลั่วหรือครึ่งบุ้งกี๋ใส่ลงในดินที่ขุดขึ้นมา หรือใส่ร๊อกฟอสเฟตลงไปอีก 100 กรัม ถ้าร๊อกฟอสเฟตไม่มีให้ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ขนาด 20 กรัม หรือประมาณ 2 ช้อนแกงต่อหลุม

ฤดูกาลปลูกมะละกอ
ปกติเราจะเพาะกล้าในช่วงกลางเดือน หรือปลายมกราคม กลางเดือนมีนาคม ก็จะย้ายปลูกได้ เมื่อปลูกลงไปก็จะเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไป แต่ถ้าเพาะเมล็ดช้าหรือย้ายปลูกช้าจะทำให้ช่วงที่มะละกอติดดอกตรงช่วงหน้าแล้ง ต้องให้น้ำชลประทานมากและเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น

วิธีการปลูก
ให้นำต้นกล้าเรียงกระจายใช้ตามหลุมต่าง ๆ หลุมละหนึ่งถุง หลังจากนั้นก็กรีดถุงพลาสติกออก จับดินผสมใบถุงวางให้ต้นตั้งตรงตำแหน่งระยะปลูก กลบดินให้แน่นโดยเฉพาะรอบ ๆ โคนเพื่อให้รากจับดินใหม่เร็ว
เกาะถุงพลาสติกออก เอาต้นวางให้ตรงตำแหน่งกลางกลบดินโดยรอบโคนและกดให้แน่น ต้นจะตรงกันทุกแถวแล้วรดน้ำให้ชุ่ม

การคลุมผิวหน้าดินที่หลุมปลูก
เพื่อเป็นการรักษาความชุ่มชื้น ในหลุมปลูกให้ได้นาน ให้คลุมผิวหน้าดินที่หลุมปลูกด้วยฟางหรือเศษหญ้าแห้งให้หนาประมาณ 15 – 20 เซนติเมตร นอกจากนั้นยังป้องกันวัชพืชงอกอีกด้วย

การให้น้ำ
ถ้าเราปลูกมะละกอในช่วงต้นฤดูฝน จะประหยัดทนและแรงงานในการให้น้ำ โดยเฉพาะในช่วงปลูกใหม่ ๆ จะต้องให้น้ำกับต้นมะละกอจนตั้งต้นได้ โดยรดน้ำ 2 – 3 วัน ต่อครั้ง และที่สำคัญคือ ช่วงที่มะละกอให้ผลเป็นช่วงที่ต้องการน้ำมาก การขนาดน้ำจะทำให้ดอกร่วง ผลร่วง ผลไม่สมบูรณ์ การให้น้ำกับมะละกออย่างสม่ำเสมอ จะทำให้มะละกอมีผลผลิตสูง

ปุ๋ย
ปุ๋ยที่ให้กับมะละกอในช่วงรองก้นหลุม นั้นยังไม่เพียงพอสำหรับการเจริญเติบโต จึงต้องให้ปุ๋ยเสริมเพิ่มขึ้น โดยให้ปุ๋ยอินทรีย์หลังจากปลูกแล้ว 2 – 3 เดือน แบ่งใส่ 3 – 4 ครั้ง ในระยะเวลา 1 ปี ตลอดช่วงฤดูฝนครั้งละประมาณ 5 กิโลกรัม ปุ๋ยเคมีอาจใช้ปุ๋ยทางใบ สูตร 21-21-21 ชนิดมีธาตุอาหารรองฉีดพ่นทุก ๆ 14 วันต่อครั้ง หลังย้ายปลูกเพื่อให้ต้นกล้าแข็งแรง โดยใช้อัตราส่วน 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ขณะเดียวกันก็อาจใส่ปุ๋ยทางดิน 15-15-15 อัตรา 100 กรัม ผสมกับยูเรียอัตรา 50 กรัมต่อต้น ทุก 2 เดือน โดยใส่ปุ๋ยหวานทางดินพรวนดินกลบแล้วรดน้ำตาม อย่าใส่ปุ๋ยกลบโคนต้น

วิธีกำจัดวัชพืช
การกำจัดวัชพืช ในขณะปลูกมะละกอใหม่ ๆ มีช่องว่างระหว่างแถวและต้นมะละกอมาก อาจปลูกพืชแซมร่วมกับมะละกอ ในการดายหญ้าด้วยจอบควรระวังคมจอบสับต้นหรือรากมะละกอ จะทำให้ชงักการเจริญเติบโตหรือรากเน่าได้ ทางที่ดีควรใช้เศษหญ้าแห้งคลุมโคนหนา ๆ จะทำให้ไม่มีเมล็ดหญ้างอกใหม่

การดอกติดผล
มะละกอบเป็นพืชที่มีดอกอยู่ 3 ชนิด อยู่คนละต้น คือ
ต้นตัวผู้ จะมีดอกเพศผู้ล้วนเป็นจำนวนมากอยู่บนก้านช่อยาวที่แตกแขนง ถ้าพบควรตัดทิ้ง เพราะไม่ให้ผลหรือผลที่ได้ก็ไม่สามารถจำหน่ายได้คุ้มค่าเท่ากับต้นตัวเมียหรือต้นสมบูรณ์เพศ
ต้นตัวเมีย จะมีดอกเพศเมียเท่านั้น ดอกจะออกจากส่วนมุมด้านใบติดลำต้น เป็นดอกเดียวหรือดอกช่อ แต่จะมีรังไข่รูปร่างป้อม ให้ผลค่อนข้างกลมว่างในผลมีมากจึงไม่ค่อยนิยมกัน
ต้นสมบูรณ์เพศ จะมีช่อติดกันเป็นกลุ่ม ต้นสมบูรณ์เพศจะมีดอกสมบูรณ์เพศและดอกเพศผู้อยู่ในช่อเดียวกันและดอกสมบูรณ์เพศจะมี 3 ชนิด ตามตำแหน่งของเกสรตัวผู้ ดอกสมบูรณ์เพศชนิดธรรมดา จะให้ผลมีรูปร่างทรงกระบอกสวยเป็นที่นิยมของตลาด ผลที่เกิดจากดอกสมบูรณ์ที่มีดอกตัวผู้ติดอยู่กับรังไข่จะให้ผลที่มีลักษณะบิดเบี้ยว และดอกสมบูรณ์เพศที่ทำให้ผลเป็นพลูลึก
ผู้ปลูกจึงควรหมั่นตรวจ และปลิดผลออกตั้งแต่ผลยังมีขนาดเล็ก นอกจากนั้นแม้ว่าดอกสมบูรณ์เพศชนิดธรรมดา แต่ถ้าช่อดอกแตกแขนงและติดผลดอก ผลจะเบียดกันมาก ทำให้ได้ผลเล็ก การปลิดผลออกจึงยังมีความจำเป็นเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีขนาดใหญ่สม่ำเสมอกันทั้งต้น นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันโค่มล้มได้อีกด้วย

อ่านต่อ ....

มะละกอ ตอน การเพาะกล้า

มะละกอเป็นผลไม้ที่เรารู้จักและรับประทานกันอย่างแพร่หลาย สามารถนำมาประกอบอาหารรับประทานได้ในหลากหลายรูปแบบ ทั้งรับประทานผลสุก หรือผลดิบ การผลิตผลมะละกอให้ได้ผลผลิตที่ดีคุณภาพ ต้องเริ่มตั้งแต่การเตรียมกล้า การเตรียมแปลงปลูก การดูแลรักษา ตลอดจนการเก็บเกี่ยวผลผลิต เพื่อให้ได้ผลที่มีคุณภาพดี



การเตรียมต้นกล้ามะละกอ
มะละกอไม่เหมาะที่จะหยอดเมล็ดลงแปลงปลูกเลย เนื่องจากเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาในขั้นตอนแรกมาก พื้นที่กว้าง และต้นกล้าที่งอกใหม่ ๆ ต้องการการดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด การเตรียมกล้ามะละกอให้แข็งแรงก่อน แล้วจึงย้ายลงแปลปลูกจึงเป็นวิธีที่เหมาะสมกว่าการหยอดเมล็ด การเตรียมต้นกล้ามะละกอ แบ่งได้เป็น 2 แบบคือ
1. เพาะเมล็ดลงถุง
2. เพาะเมล็ดลงแปลงเพาะแล้วย้ายลงถุง
1. เพาะเมล็ดลงถุง
การเพาะเมล็ดลงถุงเริ่มจากการเตรียมดินผสมโดยใช้ดิน 3 ส่วน ปุ๋ยคอก 1 ส่วน และอินทรีย์วัตถุ 1 ส่วน คลุกเคล้าให้เข้ากัน ปุ๋ยคอกนั้นควรเป็นปุ๋ยคอกเก่าที่สลายตัวไม่ร้อนแล้ว ส่วนอินทรีย์วัตถุอาจเป็นเศษหญ้าสับ แกลบ หรือเปลือกถั่ว แล้วแต่จะหาได้ในท้องถิ่น กรอกใส่ถุงขนาด 5 X 8 นิ้ว ที่เจาะรูระบายน้ำเรียบร้อยแล้วประมาณ 4 รู จากนั้นฝังเมล็ดมะละกอลึกลงไปในดินประมาณ ½ เซนติเมตร ถุงละ 3 เมล็ด รดน้ำให้ชุ่มเช้าเย็น ประมาณ 10 – 14 วัน เมล็ดจะเริ่มงอก หลังจากนั้นให้เลือกต้นกล้าที่แข็งแรงเอาไว้ ถอนต้นที่อ่อนแอออก เมื่อมะละกอมีใบจริง 2 – 3 ใบ ควรฉีดพ้นสารป้องกันเชื้อรา พวกแมนโคเซบผสมกับยาป้องกันกำจัดแมลงประเภทโมโนโครโตฟอสและยาจับใบ ครั้งแรกเมื่อต้นกล้าเริ่มงอก และหลังจากนั้นทุก 10 วัน จนย้ายกล้าลงแปลงปลูก ซึ่งการย้ายกล้าลงแปลงปลูจะมาสามารถย้ายได้เมื่อต้นกล้าอายุประมาณ 45 – 60 วัน ในระหว่างต้นกล้าเจริญเติบโตอาจเร่งให้เร็วขึ้นโดยใช้ปุ๋ยทางใบสูตร 21-21-21 ที่มีธาตุอาหารรอง ฉีดพ่นหลังจากการถอนแยกต้นอ่อนแอแล้ว โดยฉีดพ้นทุก 7 วัน ในอัตราส่วน 2 ช้อนแกงต่อน้ำ 20 ลิตร
2. เพาะเมล็ดลงแปลงเพาะหรือกระบะเพาะ แล้วจึงย้ายลงถุง
โดยเตรียมแปลงเตรียมแปลงกว้างประมาณ 1 เมตร ยาว 3 – 5 เมตร โดยให้ความยาวแปลงอยู่ในแนวเหนือใต้ ย่อยดินให้มีขนาดเล็กผสมปุ๋ยคอกประมาณตารางเมตรละ 2 กิโลกรัม คลุกเคล้ากับดินที่ย่อยแล้วให้เข้ากัน ขึ้นรูปแปลงสูงจากระดับดินเดิม 15 เซนติเมตร แล้วใช้ไม้ขีดทำแถวตามความกว้างของแปลง ลึกประมาณ 1 เซนติเมตร ให้แถวห่างกัน 25 เซนติเมตร จากนั้นโรยเมล็ดมะละกอในช่องแถวห่างกันพอประมาณจนตลอดแปลง หลังจากนั้นรดน้ำให้ชุ่ม ผสมด้วยยาฆ่าแมลง เพื่อกันมด (อาจใช้เซฟวิน 85) และรดน้ำให้ชุ่มทุกเช้าเย็น เมื่อต้นกล้ามีใบจริงได้ 2 – 3 ใบ (ประมาณ 21 – 25 วันหลังจากเพาะ ย้ายกล้าลงถุงพลาสติกขนาด 5 X 8 นิ้ว ถุงละ 1 ต้น ตั้งเรียงไว้ในที่ร่มมีแสงเพียง 50% ฉีดพ่นยาป้องกันโรคแมลง และให้ปุ๋ยเช่นเดียวกับการเพาะลงในถุงโดยตรง
กระบะพลาสติกก็ปฏิบัติคล้าย ๆ กับการเพาะเมล็ดลงแปลง โดยเอากระดาษหนังสือพิมพ์รองก้นตะกร้าพลาสติกแล้วใส่ดินผสมเช่นเดียวกับที่เพาะในถุง เกลี่ยดินผิวหน้าให้เรียบ ทำแถวเพาะห่างกันประมาณ 10 เซนติเมตร นำเมล็ดหยอดลงไป รดน้ำผสมยากันมดให้ชุ่ม รดน้ำเช้าเย็น เมื่อต้นกล้ามีใบจริง 2 – 3 ใบ จึงย้ายลงถุงต่อไป
เมื่อต้นกล้าแข็งแรงดีแล้ว ก็นำไปปลูกได้ระยะเวลาตั้งแต่เพาะเมล็ดถึงย้ายลงปลูกใช้เวลาประมาณ 45 – 60 วัน ระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับการเพาะมะละกออยู่ช่วงกลางเดือนมกราคม จะย้ายกล้ากลางเดือนมีนาคม จะเริ่มเก็บผลได้ตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไป ซึ่งมีผลไม้อื่นในตลาดน้อย ทำให้จำหน่ายได้ในราคาสูง

อ่านต่อ ....